ครั้งที่ 6 วันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 การศึกษาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
การศึกษาพฤติกรรมเด็กปฐมวัย
วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563
เวลา 08.30-12.30 น.
ในคลาสนี้อาจารย์ให้นำเสนอบทความที่แต่ละคนหามา และสรุปตนเองของเพื่อนอีก 4 คน
โรคพฤติกรรมผิดปกติในเด็ก
ตัวอย่างโรค
1.โรคสมาธิสั้น : ซนมากจนเกิดอุบัติเหตุได้บ่อย รอคอยไม่ค่อยได้ ไม่มีสมาธิจดจ่อ
สาเหตุ : เกิดจากความผิดปกติของสารสื่อประสาททำให้สมองส่วนยับยั้งชั่งใจและสมาธิทำงานผิดปกติ
2.โรคออทิสติก : ด้านภาษา พูดช้า
ด้านสังคม ชอบเล่นคนเดียว ไม่สบตา ไม่มองหน้าผู้อื่น
ด้านพฤติกรรม มีความสนใจจำกัด
สาเหตุ : ผิดปกติของสมอง และสารเคมีในสมอง รวมถึงพันธุกรรม
3.ดื้อต่อต้าน
ไม่ฟังคำสั่งสอนของผู้ใหญ่ โกรธง่าย ดื้อมากกว่าเด็กปกติ
สาเหตุ : ผิดปกติของสมองและสิ่งแวดล้อมการเลี้ยงดูที่ใช้ความรุนแรง
ปัญหาบุคลิกภาพที่พบมากในเด็ก
1.การแคะจมูก →การแคะจมูกถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นในช่วงเด็ก แต่พฤติกรรมนี้สามารถสืบเนื่องต่อไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ได้
2.การกัดเล็บ →เด็กและวัยรุ่นเคยมีประสบการณ์กัดและเคี้ยวเล็บจากนิ้วมือมากกว่า 1 นิ้ว
3.การดูดนิ้ว →การดูดนิ้วของเด็กนนั้น ก็เพื่อผ่อนคลายอารมณ์ แต่หากเด็กดูดนิ้วบ่อยจนเกินไปทั้งที่อายุ 4 – 5 ขวบไปแล้ว นั้นก็อาจจะหมายถึงปัญหาความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับเด็ก
4.การม้วนผม →ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิง เช่น การม้วนผม ลูบผม และดึงผม ซึ่งพฤติกรรมม้วนผมนี้เป็นจุดเริ่มแรกของวัยเด็กที่เป็นสาเหตุของการดึงผม
สาเหตุ
- เด็กรู้สึกเบื่อ
- เป็นการผ่อนคลายความกังวล
- พฤติกรรมสืบเนื่องจากวัยทารก เช่นการดูดนิ้ว
- เรียกร้องความสนใจจากพ่อแม่ โดยเมื่อเขารู้สึกว่าพ่อแม่ไม่ใส่ใจ เด็กก็จะแสดงพฤติกรรมให้คุณพ่อคุณแม่เห็น เป็นการกระตุ้นให้คุณพ่อคุณแม่หันมาสนใจ
- พฤติกรรมของคนในครอบครัว เช่น หากทางครอบครัวมีคนชอบกัดเล็บหรือมีประวัติการกัดเล็บ เด็กก็อาจจะมีปัญหาบุคลิกภาพแบบนั้นตามไปด้วย
- ปัจจัยทางพันธุกรรม
3 เรื่องเล่น การเล่น ของเล่นที่ดีต่อพัฒนาการลูกวัย 4-5 ปี
1. เล่นกีฬา สร้างกล้ามเนื้อแข็งแรง การเล่นที่ใช้กำลังขา กำลังแขน เช่น เตะฟุตบอล บาสเก็ตบอล วิ่งเล่นกลางแจ้ง ขี่จักรยาน เล่นเครื่องเล่นปีนไต่ เมื่อลูกได้ออกกำลังกาย กล้ามเนื้อใหญ่แล้วสิ่งที่ควรทำควบคู่ไปด้วยคือการพัฒนากล้ามเนื้อมือและนิ้วมือของลูกให้แข็งแรง
2. เล่นดนตรี สร้างสมาธิ กิจกรรมที่ช่วยเรื่องสมาธิ ได้แก่ กิจกรรมทางด้านดนตรี เช่น ฟังดนตรี เล่นเครื่องดนตรี รวมถึงการอ่าน ซึ่งถือเป็นการเล่นที่ได้ทักษะหลายด้าน ทั้งได้พัฒนาทักษะการฟัง การอ่าน การเชื่อมโยงของเรื่องราว
3. เล่นบทบาทสมมติ ริเริ่มสร้างสรรค์ วัยนี้ชอบเล่นอิสระและการเล่นที่ได้ใช้จินตนาการ สนุกกับการเล่นที่ท้าทาย และสามารถทำกิจกรรมกรรมที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
เกร็ดความรู้เพิ่มเติม
เคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ ลูกวัยนี้มีพลังเรียนรู้มากในแต่วัน คุณแม่ควรให้ลูกได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอและได้ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกายอย่างสม่ำ เพราะหากกล้ามเนื้อได้พัฒนาเต็มที่ ก็สามารถต่อยอดเรียนรู้ทักษะอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกันได้มากขึ้น
กินอาหารบำรุงร่างกายและสมอง คุณแม่ควรให้ลูกกินอาหารที่มีโภชนาการครบถ้วน ทั้งคาร์โบไฮเดรตจากแป้งไม่ขัดขาว โปรตีนจากเนื้อสัตว์ และผักผลไม้อย่างเพียงพอในแต่ละวัน
พฤติกรรมชอบแย่ง และหวงของเล่น พญ.ตวงพร สุรพงษ์พิวัฒนะ จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็ก และวัยรุ่น เขียนอธิบายไว้ในหนังสือเคล็ดลับเลี้ยงลูก 4 ดี ว่า เด็กอายุ 1 ขวบครึ่ง-2 ขวบครึ่ง มักจะรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของทุกอย่าง ทำให้หลายๆ คนเป็นนักแย่งมือฉกาจ และหวงของเล่นมาก เมื่อถูกแย่งของมักจะจู่โจมเพื่อทวงของคืนอย่างรุนแรง อาจถึงขั้นทุบที หรือขว้างปาสิ่งของกันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่เด็กยังไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กเป็นคนก้าวร้าวหรืออารมณ์รุนแรง แต่เด็กรับรู้เฉพาะความรู้สึกต้องการของตัวเองเท่านั้น
สำหรับวิธีปรับพฤติกรรมให้เด็กรู้จักแบ่งปัน ไม่ขี้แย่ง หรือหวงของเล่นนั้น
สำหรับวิธีปรับพฤติกรรมให้เด็กรู้จักแบ่งปัน ไม่ขี้แย่ง หรือหวงของเล่นนั้น
1. พ่อแม่ไม่ควรลงโทษให้เด็กเกิดความอายหรือเสียหน้า เพราะจะทำให้เด็กรู้สึกถูกทอดทิ้ง ผลที่ตามมาคือ เด็กจะก้าวร้าวมากขึ้น และสับสนในเรื่องสิทธิและระเบียบวินัย
2. ถ้าเด็กจะไปแย่งของคนอื่น พ่อแม่ควรจับมือออก ไม่ให้แย่ง และไม่ดุเด็ก หรือใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจไปสิ่งอื่น
1. ลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าวและขาดความยับยั้งชั่งใจ
เด็กๆ ที่ถูกเลี้ยงดูด้วยอารมณ์ตั้งแต่ขวบแรก จะเริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวมากขึ้นเมื่อมีอายุครบสองขวบ และมีผลกระทบกับกระบวนการทางความคิดในวัยสามขวบขึ้นไป ส่งผลให้ลูกใช้กำลัง ใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสม รวมไปถึงทำลายข้าวของ
2. ลูกมีพฤติกรรมชอบรังแกเพื่อน
เพราะขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง
เลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ในระยะสั้นจะส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึก ทำให้ลูกรู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดกลัว แต่ในระยะยาวส่งผลให้ลูกเลียนแบบพฤติกรรมไม่น่ารัก ด้วยการใช้คำพูดและรังแกเพื่อนหรือคนรอบตัว เพราะรู้สึกไม่มีความมั่นใจในตัวเอง
3. เป็นต้นเหตุทำลายความผูกพันในครอบครัว
นอกจากการเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์จะส่งผลกระทบกับพฤติกรรมและจิตใจของลูกแล้ว ยังส่งผลกับความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย ยกตัวอย่างเช่น เกิดปัญหาทะเลาะวิวาทและใช้ความรุนแรง รวมถึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณพ่อคุณแม่กับลูกห่างเหิน ทำให้ลูกขาดความใกล้ชิด รู้สึกไม่ได้รับความรัก ความใส่ใจ
4. ลูกติดนิสัยโกหก
เพราะการพูดความจริงจะถูกคุณพ่อคุณแม่ลงโทษอย่างรุนแรง ลูกเลยเลือกที่จะโกหกเพื่อปกปิดความผิดที่ทำ เมื่อโกหกบ่อยๆ กลายเป็นนิสัยติดตัว
5. ลูกมีพฤติกรรมไม่เชื่อฟังและต่อต้าน
เด็กที่ถูกเลี้ยงด้วยอารมณ์ส่งผลให้ลูกต่อต้าน อยากเอาชนะ พ่อแม่บอกให้ทำอะไร ก็จะไม่ทำ ยิ่งดื้อ ยิ่งต่อต้านมากขึ้น และใช้อารมณ์มากกว่าฟังเหตุผลของคุณพ่อคุณแม่
6. ลูกเข้าสังคมได้ยากและมีผลการเรียนแย่ลง
ผลกระทบจากการเลี้ยงลูกด้วยอารมณ์ไม่ต่างจากผลกระทบที่เกิดกับลูกที่ถูกทำร้ายร่างกายซ้ำๆ สมองส่วนหน้าที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้ทางสังคม รวมถึงสมองส่วนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้ไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้ลูกเข้าสังคมยาก และมีศักยภาพในการเรียนแย่ลง
ประเมิน
อาจารย์ : อาจารย์เปิดโอกาสให้จัดการนำเสนอเอง โดยอาจารย์จะคอยแนะนำเพิ่มเติมให้เมื่อนำเสนอเสร็จของแต่ละคนเป็นรายบุคคล ทำให้ได้รู้มากขึ้น
ตนเอง : ตั้งใจสรุปมา อาจจะพูดไม่ค่อยดี แต่จะพยายามขึ้นอีก
เพื่อน : บางสนใจที่จะฟังเพื่อนคนอื่นนำเสนอ
บรรยากาศในห้องเรียน : เย็นสบายมากจนหนาว

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น